สำรวจ”ข้อเข่า” ก่อนจะ “เสื่อม” จนทรงตัวไม่ได้

โรคข้อเข่าเสื่อม
          เป็นโรคที่เกิดจากการที่กระดูกอ่อนผิวข้อต่อของเข่าสึกกร่อนและถูกทำลายลง จากการใช้งานมาเป็นเวลานานหรืออาการเสื่อมตามสภาพ ซึ่งส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นในผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป โดยเฉพาะเพศหญิง แต่ในปัจจุบันด้วยรูปแบบการใช้ชีวิต ที่หนักหน่วง เช่น การเล่นกีฬาผิดท่า การขึ้นลงบันไดบ่อยๆ หรือน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น ทำให้เกิดปัจจัยเสี่ยงเพิ่มขึ้น

รู้ทันโรคข้อเข่าเสื่อม
          หากคุณมีอาการเหล่านี้มากกว่า 3 ข้อขึ้นไป คุณอาจมีความเสี่ยงต่อโรคข้อเข่าเสื่อม หากปล่อยไว้นานจนถึงระยะรุนแรง อาจเป็นหนักถึงขั้นเดินไม่ได้
1. เพศชาย หญิง อายุ 40 ปีขึ้นไป
2. มีน้ำหนักตัวมาก (ค่าดัชนีมวลกายมากกว่า 25)
3. มีกิจวัตรการทำงาน ที่ต้องเดินอยู่ตลอดเวลา
4. มีอาการเข่ายืด ฝืด หรืองอ ลำบาก
5. มีเสียงดังก๊อบ แกร๊บ ที่เข่าขณะเคลื่อนไหว
6. มีอาการปวดที่ข้อเข่า หรือขาเวลาเดิน หรือลงบันได
7. มีอาการปวด เจ็บแปล๊บ ที่ข้อเข่าเวลาเดิน
8. มีอาการปวดข้อเข่าเวลานอน
9. มีปัญหาปวดข้อเข่าเวลาใส่ถุงเท้า รองเท้า หรือขณะลุกนั่ง
10. มีอาการปวดปวมอักเสบที่ข้อเข่า
11. ไม่สามารถเดินได้ปกติ ต้องเดินโยกตัว
12. ขาโก่งงอผิดรูป

โรคข้อเข่าเสื่อม

การรักษา”โรคข้อเข่าเสื่อม”

          มีหลายวิธี ทั้งทานยาปฏิชีวนะ การฉีดยาเข้าข้อ การทำกายภาพบำบัด แต่ทั้งหมดก็ไม่ได้ผลดีร้อยเปอร์เซนต์ ซ้ำร้ายในบางรายอาจมีอาการแพ้ยา หรือมีผลข้างเคียงของยา เช่น เกิดแผลในกระเพาะอาหาร มีผื่นคัน หรืออาจเสี่ยงต่อการป็นโรคไตได้ ด้วยพัฒนาการทางการแพทย์ และเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าขึ้นในปัจจุบัน การรักษาโดยการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าจึงเป็นวิธีการรักษาที่ผู้ป่วยสนใจและหันมารักษากันมากขึ้นเพราะได้ผลดี ความเสียหายต่อเนื้อเยื้อภายในน้อย เสียเลือดน้อย ไม่มีโรคแทรกซ้อน ฟื้นตัวได้เร็ว เพราะหลังผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าแล้ว นอกจากที่ผู้ป่วยจะไม่กลับมามีอาการปวดเข่าแล้ว ยังช่วยให้ผู้ป่วยสามารถกลับมาทำกิจกรรมที่เคยทำได้อีก

เมื่อใดที่ควรได้รับการรักษาด้วยวิธีการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมทั้งข้อ?
         ผู้ป่วยกลุ่มที่ควรได้รับการรักษาด้วยวิธีการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมทั้งข้อ คือพวกที่มีข้อเข่าเสื่อมหรืออักเสบในระยะท้าย มีอาการเจ็บปวดบริเวณข้อเข่าอย่างชัดเจนและมาก และเมื่อเคลื่อนไหวก็จะทวีความเจ็บปวด จนทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถดำเนินชีวิตประจำวันอย่างปกติได้ ผู้ป่วยบางรายอาจมีข้อเข่าโก่ง หรือขาเกอย่างมาก ภาพถ่ายเอ็กซเรย์ของผู้ป่วยจะแสดงความเสื่อม หรือสึกหรอของกระดูก หรือผิดรูปร่างบริเวณข้ออย่างชัดเจน ซึ่งเคยรับการรักษาด้วยวิธีอื่นๆ เช่น การทานยา หรือการทำกายภาพบำบัดก็ยังไม่ได้ผล

          การรักษาด้วยวิธีการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมทั้งข้อในระยะที่ผู้ป่วยยังมีสภาพร่างกายที่แข็งแรงอยู่มักได้ผลดี หากปล่อยให้โรคที่เป็นมากพอดำเนินต่อไปเป็นเวลานาน ทำให้กำลังกล้ามเนื้อรอบข้อเข่าน้อยลงอย่างต่อเนื่อง และผู้ป่วยอาจมีสุขภาพถดถอยลงด้วย ซึ่งทำให้ผลการรักษาด้วยการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมในระยะที่ช้าเกินไปนี้ได้ผลไม่ดีเท่าที่ควรได้

วิธีการผ่าตัดเปลี่ยนผิวข้อเข่าเทียม
1. แบบมาตรฐานดั้งเดิม(Standard Total Knee Arthroplasty) การผ่าตัดเปลี่ยนผิวข้อเข่าเทียมด้วยวิธีมาตรฐานดั้งเดิมสืบเนื่องมาจากหลักการที่แพทย์ต้องการเห็นภายในข้ออย่างชัดเจน จึงจำเป็นต้องเปิดแผลผ่าตัดให้มีขนาดใหญ่ ประมาณ 15-20 เซนติเมตร เพื่อให้สามารถวางตำแหน่งและมุมของข้อเทียมได้อย่างแม่นยำ การผ่าตัดแบบนี้เป็นการผ่าตัดที่ทำกันมานานกว่า 40 ปี โดยที่ผลของการผ่าตัดก็ดีเป็นที่น่าพอใจ มีอายุการใช้งานยาวนานโดยที่ 90 คนใน 100 คนที่เข้ารับการผ่าตัดยังมีการใช้งานของข้อเทียมดีอยู่เมื่อเวลาผ่านไปนานกว่า 10 ปี แต่ก็มีข้อเสียคือ แผลผ่าตัดมีขนาดใหญ่ ไม่สวยงาม

2. แบบแผลเล็ก (เนื้อเยื่อบาดเจ็บน้อย) (Minimally Invasive Surgery-Total Knee Arthroplasty; MIS-TKA) การผ่าตัดที่ต้องการให้แผลมีขนาดเล็กที่สุดแค่พอที่จะใส่เครื่องมือผ่าตัดและข้อเทียมเข้าไปได้ ทำให้ขนาดแผลผ่าตัดเล็กลงและมีการทำลายเนื้อเยื่อรอบเข่าน้อยลง เรียกว่าการผ่าตัดเปลี่ยนผิวข้อเข่าเทียมแบบเนื้อเยื่อบาดเจ็บน้อย (Minimally Invasive Surgery-Total Knee Arthroplasty; MIS-TKA) โดยผลดีของการผ่าตัดเปลี่ยนผิวข้อเข่าเทียมแบบเนื้อเยื่อบาดเจ็บน้อยเมื่อเทียบกับการผ่าตัดเปลี่ยนผิวข้อเข่าเทียมด้วยวิธีมาตรฐานดั้งเดิม คือ แผลผ่าตัดมีขนาดเล็กกว่า (8-9 เซนติเมตร) เมื่อเทียบกับแบบมาตรฐานดั้งเดิม (15-20 เซนติเมตร) เสียเลือดน้อยกว่า และคนไข้ลุกเดินช่วยเหลือตัวเองได้เร็วกว่า คนไข้พักฟื้น1-2 วัน ก็สามารถลุกเดินได้ เมื่อเทียบกับแบบมาตรฐานดั้งเดิมที่คนไข้อาจต้องใช้เวลาถึง 4-7 วัน กว่าที่คนไข้จะลุกเดินได้ทำให้ช่วยลดระยะเวลาและค่าใช้จ่ายในการนอนโรงพยาบาลลง กลับบ้านได้เร็วขึ้น

          เพื่อชะลอความเสื่อมให้ช้าลง และได้รับการดูแลรักษาอย่างถูกวิธี ให้สามารถดำเนินคุณภาพชีวิตได้ตามปกติ ควรรีบปรึกษาศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยเฉพาะ