TH EN

Home : สาระน่ารู้เรื่องสุขภาพ : กุมารเวช

ลูกของคุณอาจเป็น โรคปอดบวม จากไข้หวัดธรรมดา



 ลูกของคุณอาจเป็น โรคปอดบวม จากไข้หวัดธรรมดา

หากเด็กๆ ไม่ได้รับการดูแลและเข้ารับการรักษาอย่างถูกวิธี จากอาการเจ็บป่วยแค่ ไข้หวัดเล็กๆ น้อยๆ ที่ดูเหมือนเป็นเรื่องปกติธรรมดา ก็อาจลุกลามกลายเป็นโรคปอดบวมที่อันตรายร้ายแรงขึ้นได้

มาทำความรู้จักโรคปอดบวมกันก่อน...

โรคปอดบวมเป็นโรคติดเชื้อเฉียบพลันในระบบหายใจที่น่าเป็นห่วงที่สุดสำหรับเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 5 ปี ซึ่งมีอัตราการเสียชีวิตเป็นอันดับ 1 จากทั้งหมด 8 โรคที่เป็นโรคติดเชื้อ เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส ราหรือพยาธิ มักจะเกิดขึ้นได้บ่อยในเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 5 ปี หรือผู้สูงอายุมากกว่า 65 ปีขึ้นไป แต่จะพบในเด็กบ่อยที่สุดเนื่องจากเด็กยังมีร่างกายที่อ่อนแอและภูมิต้านทานต่ำ และโรคปอดบวมนี้สามารถเกิดได้หลังจากเป็นโรคไข้หวัดใหญ่เนื่องจากเป็นเชื้อไวรัสตัวเดียวกัน แต่เด็กที่มีอาการรุนแรงและเสียชีวิตโดยส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย โดยโรคปอดบวมนี้สามารถติดเชื้อผ่านการหายใจหรือของเหลวที่รับประทานร่วมกัน เช่น อาหาร น้ำหรือสารคัดหลั่งต่างๆ เด็กส่วนใหญ่ที่เป็นโรคปอดบวมมักมีอาการรุนแรงและมีอาการแทรกซ้อนทำให้มีโอกาสในการเสียชีวิตสูง

รู้ได้อย่างไรว่าเป็นโรคปอดบวม

คุณพ่อและคุณแม่มักสับสนกับอาการของโรคปอดบวมและ ไข้หวัดธรรมดาของลูกน้อย เพียงเพราะอาการเริ่มต้นที่ใกล้เคียงกัน ทว่าอาการของโรคปอดบวมจะรุนแรงกว่า และกว่าคุณพ่อและ          คุณแม่จะรู้ว่าลูกๆ ของคุณเป็นโรคปอดบวมหรือปอดอักเสบก็มีระดับอาการที่น่าเป็นห่วงซะแล้ว แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าลูกเราเป็นเพียงแค่ไข้หวัดหรือปอดบวม วิธีการสังเกตุง่ายๆ นอกจากอาการเป็นหวัด ไอ มีไข้แล้วคือ การสังเกตุการหายใจของลูกว่ามีการหายใจในลักษณะที่ถี่กว่าปกติหรือไม่

* หากเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 2 เดือน หายใจมากกว่า 60 ครั้งต่อ 1 นาที

* เด็กที่มีอายุ 2 เดือนถึง 1 ปี หายใจมากกว่า 50 ครั้งต่อ 1 นาที

* เด็กที่มีอายุ 1 ถึง 5 ปี หายใจมากกว่า 40 ครั้งต่อ 1 นาที

ทั้งนี้สามารถคาดเดาได้เลยว่าเด็กๆ มีความเสี่ยงเป็นโรคปอดบวม และยังมีอาการอื่นๆ ที่คุณพ่อและ คุณแม่สามารถสังเกตได้เพิ่มเติมอีก เช่น อาการเบื่ออาหาร หายใจหอบ อ่อนเพลีย เหนื่อย อาเจียน เป็นต้น

หากรู้ว่าเด็กๆ เป็นโรคปอดบวมแล้วจะรักษาอย่างไร

เมื่อคุณพ่อและคุณแม่ทราบอาการของลูกๆ อย่างแน่ชัดแล้วว่าเป็นโรคปอดบวมแน่นอนจากการสังเกตอาการเบื้องต้นดังที่ได้กล่าวไปแล้ว รวมถึงพาลูกๆ ไปพบแพทย์เพื่อตรวจสอบอีกครั้ง   แพทย์ก็จะทำการรักษาโรคปอดบวมตามอาการป่วย แต่หากมีอาการที่น่าเป็นห่วง เช่น มีไข้สูง หายใจเร็ว/ลำบาก หอบ อาจจะต้องทำการรักษาที่ โรงพยาบาลด้วยการให้ออกซิเจน และน้ำที่เพียงพอ รวมไปถึงจะต้องฉีดยาฆ่าเชื้อเพื่อบรรเทาอาการต่างๆ

จะหลีกเลี่ยงการเป็นโรคปอดบวมได้อย่างไร?

การหลีกเลี่ยงโรคปอดบวมไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแค่ลดความเสี่ยงและหลีกเลี่ยงสถานการณ์การติดเชื้อแบคทีเรีย โรคปอดอักเสบ เป็นโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจที่สำคัญในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี สาเหตุสำคัญเกิดจากเชื้อไวรัส รองลงมาคือเชื้อแบคทีเรีย ดังนั้นควรเสริมภูมิคุ้มกัน ด้วยการได้รับวัคซีนให้ครบ ทั้งวัคซีนพื้นฐาน และวัคซีนทางเลือก เพื่อป้องกันและลดความความเสี่ยงของโรค และรักษาสุขภาพให้แข็งแรง ด้วยการออกำลังกาย และบริโภคอาหารให้ครบ

 * หลีกเลี่ยงสถานที่แออัด หรือคนเยอะ

 * หลีกเลี่ยงควันบุหรี่หรือสถานที่มลภาวะเป็นพิษ

* ไม่ให้เด็กๆ เข้าใกล้ผู้ป่วยที่เป็นโรคไข้หวัดใหญ่หรือโรคปอดบวม

 * สร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย เช่น การออกกำลังกายเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ ทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ หรือดื่มนมมารดา ให้ครบ 6 เดือนหลังคลอดเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้เด็กมีร่างกายแข็งแรง

 * ล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอ เพื่อป้องกันเชื้อแบคทีเรียเข้าสู่ร่างกายจากการสัมผัสสิ่งสกปรกตามสิ่งของที่เด็กจับ

* ปิดปากและจมูกทุกครั้งที่ไอ หรือจาม

 * ฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ หรือโรคปอดบวม วัคซีนป้องกันเชื้อไวรัสนิวโมคอคคัส (วัคซีนป้องกันโรคไอพีดี)

* วัคซีนฮิบ

* วัคซีนพื้นฐานครบตามเกณฑ์อายุทุกวัคซีน

ชวนเด็กๆ มาทานข้าวรับคาร์โบไฮเดรตบำรุงร่างกายด้วยสองเมนูนี้

ข้าวกล้องน้ำซุปผัก 

เปลี่ยนจากข้าวขาวมาเป็นข้าวกล้องที่มีคุณค่าสารอาหารมากมายแทน ทำให้นอกจากคาร์โบไฮเดรตแล้ว เด็กๆ ยังได้รับแร่ธาตุและวิตามินจากข้าวกล้องเพิ่มเข้าไปด้วย แต่เด็กบางคนไม่ชอบทานข้าว คุณพ่อคุณแม่ป้อนแล้วป้อนอีก ลองหลอกล่อด้วยวิธีนี้ดู

* ใช้น้ำซุปแทนน้ำเปล่าในการหุงข้าว แล้วเติมผักหลากสีอย่าง แครอท ข้าวโพด หรือธัญพืชลงไป ช่วยให้รสชาติหวานหอม และข้าวมีสีสันน่าทาน

* เปลี่ยนมาทำเป็นข้าวต้มข้าวกล้อง คล้ายกับน้ำซุป เติมผักที่เด็กๆ ชอบ เห็ด หรือไข่ตีลงไปผสม คล้ายกับซุปไข่ญี่ปุ่น ก็ชวนให้ทานง่ายอีกเช่นกัน

ข้าวห่อสาหร่ายใส่แซลมอน

ตกแต่งหน้าตาให้ดูน่ารัก หรือใส่ในพิมพ์รูปทรงต่างๆ เช่น รูปดาว รูปหมี ตกแต่งเพิ่มเติมด้วยผักสดสีสวยๆ ยังได้สารอาหารครบถ้วน และแซลมอนก็เป็นเนื้อปลาที่สีส้มสวยและอร่อย ชักชวนให้ลูกน้อยอยากลองทานได้ไม่ยาก

สาระน่ารู้

วัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ควรฉีดให้เด็กที่มีอายุระหว่าง 6 เดือนถึง 5 ปีและทุกๆ ปีควรจะให้เด็กกลับมาฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ซ้ำ เนื่องจากสายพันธุ์ไข้หวัดใหญ่เปลี่ยนแปลงไปทุกๆ ปี

วัคซีนป้องกันเชื้อนิวโมคอคคัส (วัคซีน ไอพีดี) ควรฉีดให้เด็กที่มีอายุต่ำกว่า 5 ปี ซึ่งเชื้อนิวโมคอคคัสนี้เป็นเชื้อแบคทีเรียที่พบบ่อยที่สุดในผู้ป่วยที่เป็นโรคปอดบวมและโรคติดเชื้อในกระแสเลือด โดยเฉพาะเด็กที่อายุน้อยกว่า 1 ปี ควรฉีดตั้งแต่อายุ 2 เดือนเป็นต้นไป

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม และนัดหมายกุมารแพทย์ได้ที่ ศูนย์เด็ก โรงพยาบาลสุขุมวิท โทร. 02-391-0011 ข้อมูลจาก นพ.พงษ์เทพ อังกุรานันท์, กุมารแพทย์